เทรนด์ก็รู้ คนก็เข้าใจ กลยุทธ์ที่ Uppercuz ใช้สร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

จะทำยังไงให้ Content ที่ดูดี ขายได้จริง โดยไม่หลุดจากจุดยืนของแบรนด์ ?
อาจเป็นคำถามที่อยู่ในใจของเอเจนซีโฆษณาและนักการตลาดหลาย ๆ ท่าน

วันนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณแฮม เสฎฐวุฒิ พิลาฤทธิ์ ผู้ก่อตั้ง Uppercuz Creative Agency และหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมของ AntiClassroom ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์หลากหลายแบรนด์ดัง ด้วยมุมมองที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากโดดเด่น แต่จากความเชื่อว่า Content ที่ดี ต้องช่วยให้คนตัดสินใจบางอย่างได้จริง
ตั้งแต่วัยเด็ก เขาให้ความสำคัญกับความมั่นคง แต่เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจจริง กลับเลือกเดินทางที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องทดลอง คิดซ้ำ และปรับระบบหลายครั้ง บทสนทนานี้ชวนมองมุมคิดของคนทำงานที่ผ่านทั้งการลงมือ การบริหาร และการฟังเสียงของคนอื่นอย่างลึกและนานพอ จนเข้าใจว่าแบรนด์ที่ขายได้ ไม่ใช่เพราะพูดเก่งกว่า แต่เพราะเข้าใจคนมากกว่า

1. คุณแฮมเป็นเด็กแบบไหน? มีเรื่องหรือภาพจำในวัยเด็กที่คุณรู้สึกว่ามันสะท้อนตัวเองในวันนี้แบบไม่รู้ตัวบ้างไหม?
ตอนเด็กผมเป็นคนตั้งใจเรียน จริงจังกับชีวิตมาก เพราะชอบความมั่นคงครับ พอโตมาก็ยังเป็นแบบนี้เลย ชอบพยายามหาอะไรที่ตัวเองชอบ แล้วก็ทุ่มเทไปกับสิ่งนั้น แต่ข้อเสียที่ตามมาตั้งแต่เด็กก็คือเป็นคนเบื่อง่าย ทำอะไรได้ไม่นานนัก ตอนนี้มองดูแล้วรู้สึกว่า Trait นี้มันส่งผลต่อการทำงานจนถึงทุกวันนี้เลย บางทีก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่หยุดนิ่ง มีพลังไปหาสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

2. อะไรเป็นจุดเริ่มต้นของ Uppercuz? ตอนนั้นคุณแฮมคิดอะไรอยู่ และรู้ได้ยังไงว่ามันคือเส้นทางที่ควรเดิน?
ตอนนั้นเทรนด์ผู้บริโภคกำลังมาแรง เราก็คิดว่าเราต้องทำอะไรที่อยู่ในเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น ส่วนตัวผมก็คิดว่านี่เป็นธุรกิจที่จะทำให้เราไม่หยุดนิ่ง มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะแบรนด์ที่มาให้เราดูแลมีหลายประเภท ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับธุรกิจต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ ตอนนั้นจริง ๆ แล้วก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะดีหรือไม่ดียังไง แต่เห็นโอกาสแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ก็เลยตัดสินใจเริ่มทำ

3. นอกเวลาทำงาน คุณแฮมเป็นคนแบบไหน? มีอะไรที่คนไม่ค่อยรู้ แต่สะท้อนตัวตนของคุณได้ชัดมาก ?
แทบจะไม่มีเวลานอกงานเลยครับ เพราะส่วนใหญ่ก็จะอยู่กับงานตลอด แต่ถ้าได้พักผ่อนจริงๆ สิ่งที่ผมชอบทำที่สุดคือใช้เวลากับครอบครัว กลับบ้านที่ต่างจังหวัดไปหาพ่อแม่ หรือไม่ก็ออกกำลังกายบ้าง เพราะเติบโตมากับครอบครัวที่อบอุ่นมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยค่อนข้างสนิทกันมาก ตรงนี้อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยรู้ แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญกับผมมาก ครอบครัวเป็นที่พักใจและเป็น Anchor ที่ทำให้รู้ว่าเราทำงานเพื่ออะไร

4. ตอนเริ่ม Uppercuz มีอุปสรรคหรือจุดที่คุณเคย เกือบไม่ไปต่อ ไหม ? แล้วอะไรทำให้คุณลุกขึ้นมาและผลักดันมันต่อ ?
ช่วงเริ่มต้นจริง ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาใหญ่โต แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นตอนบริษัทเริ่มโตขึ้น แล้วเรารู้สึกว่าเราบริหารคนได้ไม่เก่งพอ ทำให้บริษัทไม่ค่อยมีระบบอะไรที่ชัดเจน เพราะประสบการณ์ในการจัดการองค์กรยังน้อยมาก
ช่วงนั้นก็ต้องปรับตัว ทำในสิ่งที่เราไหว และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ
จุดนี้เป็นบทเรียนใหญ่มากครับ ว่าการโตขึ้นมาต้องมีระบบรองรับด้วย ไม่ใช่แค่มีงานมาเยอะแล้วรับหมด

5. ในมุมคนทำเอเจนซี มีช่วงไหนที่คุณรู้สึกว่า นี่แหละ คือครั้งแรกที่คุณใช้ “จิตวิทยาการขาย” แทนการทำ Content ให้ดูดีเฉย ๆ?
ช่วงที่กระแส TikTok มาแรง คนทำคลิปเยอะมากขึ้น แต่คนเสพสื่อยังคงเท่า ๆ เดิม ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นมาก เราต้องเปลี่ยนจากการทำคอนเทนต์ให้ดูดีมาเป็นการใช้หลักจิตวิทยามาคิด ตั้งแต่การตั้งหัวข้อ วิธีการเปิด การสร้างความเชื่อ และการเล่นกับอารมณ์ของคนดู จุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมาก เพราะเราเริ่มเข้าใจว่าคอนเทนต์ไม่ใช่แค่ส่วนประกอบที่สวยงาม แต่มันต้องมีหลักการทางจิตวิทยาที่ทำให้คนตัดสินใจได้ด้วย

6. จากประสบการณ์ของคุณแฮม Content ที่ขายได้ กับ Content ที่แค่สวย ต่างกันยังไง ?
Content สวยๆ เราอาจจะเห็นแล้วชื่นชม กด Like แต่อาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรมากกว่านั้นกับมัน แต่
Content ที่ขายได้จะทำให้เราเกิดมุมมองใหม่ ทำให้เราฉุกคิด รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง
เหมือนกับว่าเรารู้สึกว่าเราต้องซื้อมันมาเพื่อทำให้เรามีความสุขขึ้น หรือแก้ปัญหาอะไรบางอย่างให้เราได้ คอนเทนต์แบบนี้จะสร้าง Emotional connection และ Logical reasoning พร้อมกัน

7. มีเคสไหนไหมที่คุณช่วยลูกค้าเพิ่มยอดขายได้แบบเห็นผล เพราะใช้ Storytelling หรือมุมคิดเชิงกลยุทธ์ของ Uppercuz?
มีเคสลูกค้าที่ขายเสื้อผ้าครับ ตลาดเสื้อผ้าช่วงนั้นเดือดมาก เจ้าอื่น ๆ อาจจะมาพูดแค่เรื่องเนื้อผ้า ความสวยงาม แต่เราเลือกที่จะ Design เรื่องเล่าให้เห็นภาพถึงผลลัพธ์ที่ได้หลังจากใส่แบรนด์นั้น ทำให้คนมีภาพจำกับแบรนด์ว่าเป็นเสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่สวย แต่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และชีวิตของเขาด้วย
การเปลี่ยนจากการขายผลิตภัณฑ์มาเป็นการขายประสบการณ์และอัตลักษณ์ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

8. ยุคนี้แบรนด์ทุกเจ้าพยายามเล่าเรื่อง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่คนอยากฟัง คุณแฮมช่วยลูกค้าโดดเด่นขึ้นมาจากทะเล Content ได้ยังไง ?
ยุคนี้คนชอบทำ Content ตามๆ กัน เราต้องหาแก่นหรือหาความเป็นธรรมชาติของแบรนด์ให้เจอก่อน ว่าแบรนด์นี้เป็นคนแบบไหน มี Personality อะไร แล้วค่อยดีไซน์ว่าคนแบบนั้นจะแสดงออกยังไง ไม่ใช่แค่ไปดูกระแสมาแล้วเอามาทำตาม เพราะถ้าทำตามกระแส แบรนด์จะกลายเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เจ้าที่ทำแบบเดียวกัน แต่ถ้าเราทำจากแก่นของแบรนด์ มันจะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน

9. คุณแฮมเคยมองตัวเองเป็นนักขายไหม ? แล้วการทำ Creative agency แบบ Uppercuz มีจุดไหนที่ต้องปิดการขายแบบไม่ขาย ?
เรามองตัวเองเป็นที่ปรึกษามากกว่า เป็นคนช่วยแก้ปัญหา ช่วยสร้าง Impact ให้กับแบรนด์ สุดท้ายลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อบริการเรา ก็ให้เขาตัดสินใจเองจาก Value ที่เราให้ ถ้า Value ดีพอ เขาก็จะตัดสินใจซื้อเอง โดยที่เราไม่ต้องไปบังคับ หรือใช้เทคนิคขายแบบแรง ๆ
การเป็น Consultant ที่ดีคือการสร้างความเชื่อใจผ่านผลงานและความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่การ Push ให้ซื้อ


10. เคยมีลูกค้าหรือเคสไหนไหม ที่คุณรู้สึกว่าหลังจากทำงานร่วมกันแล้ว เขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องแบรนด์ แต่รวมถึงความมั่นใจในตัวเองด้วย ?
มีแบรนด์ขายอาหารเสริมเจ้าหนึ่ง เขาเข้าใจวิธีการสื่อสารผิดตั้งแต่ต้น คิดว่าการทำคลิป TikTok ต้องเล่นแนว Entertainment เท่านั้นไม่งั้นจะไม่มีคนดู ทั้งที่ขายอาหารเสริมควรจะทำให้คนเชื่อถือ แต่เขากลับไปทำคลิปตลก ๆ ทั้งช่อง มันเลยไม่สอดคล้องกันเลย หลังจากที่เราเข้าไปช่วย เราเปลี่ยนแนวทางให้หาคนที่ดูมีความรู้ ความน่าเชื่อถือ มาเล่าเรื่องความรู้แบบเข้าใจง่ายๆ สุดท้ายเขาก็ทำยอดขายติด Top ของ Platform ได้ และที่สำคัญคือเขามั่นใจในตัวเองมากขึ้น รู้ว่าแบรนด์ตัวเองควรจะสื่อสารยังไง


11. จากประสบการณ์ที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญนับไม่ถ้วน คุณแฮมเคยสังเกตไหมว่าแบรนด์ที่ปิดการขายเก่ง โดยไม่ต้องพูดขายบ่อย ๆ เขามักมีอะไรบางอย่างร่วมกัน ?
สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ เขามีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า คนกลุ่มนี้จะเริ่มจากการทำของดีก่อน พอทำของดี คนใช้ก็จะกลายเป็นคนเล่าให้ฟังเอง แบรนด์ก็ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แต่ถ้าของไม่ดี แบรนด์ก็จะเหนื่อย ต้องมาพูดเองเยอะ ต้องจ้าง Presenter แพง ๆ มาช่วยขาย ถ้ามองในมุมการตลาดคือ แบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นแล้วรีบไปเจาะลูกค้ากลุ่ม Mass ทำให้การสื่อสารไม่เจาะจง ไม่ได้ใจผู้บริโภคกลุ่มไหนจริง ๆ ก็เลยทำให้ได้ใจผู้บริโภคยากมาก การเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ที่เข้าใจเราดี แล้วค่อยขยายไปจะทำงานได้ดีกว่า

12. คนทำงานสายครีเอทีฟมักต้องการพื้นที่และอิสระ แล้วคุณแฮมมีวิธีบริหารทีมยังไง ให้คนเก่งรู้สึกว่าเขา ได้เป็นตัวเองเต็มที่ แต่ก็ยังไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์ ?
เราต้องจูนเรื่องของแบรนด์ให้ตรงกันก่อน ผมจะใช้เรื่อง Brand archetype ที่เรียนมา เพื่อให้ทีมเห็นภาพตรงกันว่าตัวตนที่เป็นแก่นของแบรนด์เป็นยังไง พอชัดแล้ว ทีมงานจะสร้าง Content แบบไหนก็สามารถทำได้อย่างอิสระ แต่ต้องไม่ลืมจุดยืนของแบรนด์ เหมือนกับการให้กรอบใหญ่ ๆ แต่ภายในกรอบนั้นให้อิสระในการสร้างสรรค์ วิธีนี้ทำให้ครีเอทีฟได้เป็นตัวเอง แต่ก็ไม่หลุดจากแบรนด์

13. มีบทเรียนไหนที่คุณแฮมได้จากการทำงานกับคนทั้งคนที่ใช่ และคนที่ไม่ใช่ ที่กลายมาเป็นหลักในการเลือกหรือพัฒนาทีมในวันนี้ ?
ความไม่ชัดเจนเป็นต้นเหตุของปัญหาเกือบทั้งหมดในการบริหารคน
การทำงานแบบมีเป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมากในการบริหารคนเยอะ ๆ เพราะเราไม่สามารถดูแลทุกคนด้วยตัวเองตลอดเวลาได้ ความชัดเจนเลยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด ตั้งแต่ชัดเจนว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร ชัดเจนว่าบริษัทคาดหวังอะไร และชัดเจนว่าบทลงโทษหรือรางวัลที่จะได้เมื่อเขาทำตามความคาดหวังได้หรือไม่ได้จะเป็นยังไง
ถึงตรงนี้ ทุกท่านจะเห็นว่า คุณแฮมไม่ใช่แค่เจ้าของเอเจนซีที่สร้าง Content ได้ดี แต่เป็นผู้ประกอบการที่เข้าใจทั้งจิตวิทยาของผู้ซื้อ และ ศักยภาพของทีม อย่างลึกซึ้ง การเดินทางของเขาไม่ใช่เส้นทางที่วางแผนเป๊ะ แต่เป็นการเติบโตจากการฟัง เข้าใจ และปรับตัวอยู่เสมอ
และหากคุณกำลังมองหาวิธีเล่าเรื่องแบรนด์ของคุณให้ขายได้มากกว่าแค่ดูดี ลองเริ่มจากคำถามที่ใช่ แล้วหาคำตอบไปพร้อมกับคนที่เข้าใจทั้งศาสตร์และศิลป์ของการสื่อสารอย่างคุณแฮม

ช่องทางการติดต่อ : uppercuz.com