จะเป็นผู้นำที่มีคุณค่าได้ คุณต้องมีประโยชน์ก่อน

ทุกวันนี้พนักงานหลายคนต้องเผชิญกับรูปแบบของปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ที่อาจบั่นทอนความมั่นคงทางจิตใจในการใชัชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างมาก ในมุมของผู้นำที่มีตารางงานแน่น คอยคิดแก้ปัญหาเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจมาตลอด พวกเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินกับปัญหาลักษณะนี้ แต่เรื่องราวทำนองนี้อาจจะเกิดขึ้นกับพนักงานคนหนึ่งหรือหลาย ๆ คนในองค์กรของคุณ พนักงานที่คุณอาจจะไม่เคยพูดคุยกับเขามาก่อน ดูภายนอกเขาก็แลดูปกติดี

ยกตัวอย่างเช่น

พนักงานขององค์กรหนึ่งมักจะเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน ๆ ในขณะที่เล่น Social Media และรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีอะไรน่าสนใจ และล้าหลัง รู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ไม่มีอนาคต จึงทำงานไปวัน ๆ แบบเช้าชามเย็นชาม

พนักงานขององค์กรหนึ่งรู้สึกวิตกกังวลกับภาพลักษณ์ของตัวเอง กลัวว่าตัวเองจะพูดอะไรผิด ลูกค้าอาจจะรำคาญ เพราะเขาพูดไม่ค่อยเก่ง จนไม่สามารถโฟกัสไปที่ลูกค้า และรับฟังความต้องการของลูกค้าได้อย่างที่ควร

พนักงานขององค์กรหนึ่งรู้สึกว่าสิ่งร้าย ๆ มักจะเกิดขึ้นกับเขา ย้ายไปที่ไหนก็จะเจอแต่เพื่อนร่วมงานเอาเปรียบ ทำให้ทุกวันที่เดินทางมาทำงานเต็มไปด้วยความรู้สึกเก็บกด ทำให้ความสามารถในการรับแรงเสียดทานที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงานลดลง

แล้วคุณอาจจะเริ่มพบว่าต้นตอของหลาย ๆ ปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอกัน เช่นการ Turnover สูง, การรับฟัง Feedback ไม่ค่อยได้, คลื่นใต้น้ำ, การขาดความปรองดองกันในองค์กร อาจเกิดจากการที่ตัวพนักงานไม่รู้วิธีจัดการกับความรู้สึกและปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสมก็เป็นได้

ในเวิร์กชอป Anatomy of Leadership คุณแดเนียลได้พูดถึง 1 ในการเป็นผู้นำที่ทรงคุณค่า นั่นคือคุณต้องมีประโยชน์ต่อผู้อื่น อย่างในกรณีนี้คือการที่คุณสามารถหยิบยื่น Solution ต่าง ๆ แก่พนักงานของคุณได้ โดยคุณอาจเริ่มจากตัวอย่างที่เมย์หยิบยกมาจากเวิร์กชอป Anatomy of Leadership ของคุณแดเนียล นั่นก็คือการให้พนักงานหัดตั้งเป้าหมายทางจิตวิทยา 4 ข้อเพื่อยกระดับชีวิตตัวเอง ได้แก่

  1. สุขภาพ
  2. การงาน
  3. ความสัมพันธ์
  4. ตัวตน

ผ่านการที่คุณลองตั้งคำถามกับพวกเขาว่า ถ้าจะทำให้ชีวิตของเขามีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกหน่อย มีอะไรที่เขาสามารถเติมเต็มมันใน 4 ข้อนี้ได้บ้าง ให้ลองเขียนมันออกมา

โดยคุณสามารถยกตัวอย่างให้พนักงานลองจินตนาการถึงการกระทำที่ดีและในขอบเขตที่พวกเขาสามารถทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตั้งเป้าที่ดูใหญ่และยากเกินไปเมื่อเทียบกับสถานการณ์ชีวิตปัจจุบัน เช่น

  • ออกไปเดินรอบ ๆ หมู่บ้านช่วงเย็นหลังทานข้าวเพื่อออกกำลังกายบ้าง(ข้อ 1)
  • โทรกลับไปหาพ่อแม่บ้าง ถึงจะรู้สึกว่าไม่มีเรื่องที่อยากพูดคุยก็ถามเขาว่าทานข้าวหรือยังก็ยังดี (ข้อ 3)
  • ก่อนนอนลองเขียนรายการของสิ่งที่ต้องทำพรุ่งนี้ดูไหม (ข้อ 4)
  • มีอะไรที่อยากขอบคุณตัวเอง หรือเรียนรู้จากเพื่อนในทีทำงานสัก 3 ข้อไหม (ข้อ 4)

หรืออีกตัวอย่างที่เมย์คิดว่าสามารถนำไปใช้ควบคู่กันได้ เพื่อนท่านหนึ่งของเมย์เป็นเจ้าของบริษัทแม่บ้านออนไลน์ ที่ส่งแม่บ้านให้บริการทำความสะอาดแบบรายครั้ง รายชม. เขาเล่าให้ฟังว่าหลังจบงาน บางครั้งยามที่แม่บ้านเจอลูกค้ารับมือได้ยาก ก็จะมีโทรมาเล่าปัญหากึ่งระบายให้เขาฟัง ซึ่งตัวเขาจะมีการรับฟัง บอกแนวทางแก้ไข มีการให้กำลังใจกัน และก่อนวางสายเขาก็ถามแม่บ้านว่า

“วันนี้มีเรื่องดี ๆ ที่นึกออกและอยากขอบคุณบ้างไหมครับ”

ทางแม่บ้านก็จะเงียบไปพักหนึ่งแล้วก็บอกเล่าเรื่องราวดี ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น

เป็นความจริงที่ว่าเราอาจไม่สามารถช่วยเหลือพนักงานได้ทุกคน หรือมีคำตอบของทุก ๆ ปัญหาแก่พวกเขา แต่การช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำแก่พวกเขาด้วยการตั้งคำถามดี ๆ ให้พวกเขาลองคิด ช่วยเสริมเกลาความคิดของพวกเขา เมย์เชื่อว่ามันเป็นการช่วยสร้างพื้นที่ทางความคิดที่ดีที่ส่งผลต่อสภาวะจิตของพวกเขาให้ตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าตัวกำลังเผชิญได้แบบทีละขั้นละตอน มันจะค่อย ๆ ดีขึ้น ขยายไปสู่เรื่องอื่น ๆ ที่เจ้าตัวอยากปรับปรุงแก้ไขในท้ายที่สุด

สุดท้ายนี้เมย์หวังว่าบทความที่มีเนื้อหาเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนในครังนี้ จะมีประโยชน์ต่อทุกท่านที่ได้อ่าน เป็นเวลานานมากแล้ว และเมย์ก็จำรูปประโยคที่แน่นอนที่คุณแดเนียลกล่าวกับเมย์ไม่ได้ว่า

“ชีวิตของคนเราจะดีขึ้น เริ่มจากการที่เราตั้งใจอยากทำให้มันดีขึ้นก่อน”

เพื่อที่เมื่อเวลาผ่านไปและมองย้อนกลับไป เราจะมีความภาคภูมิใจในการเดินทางของตัวเอง โลกไม่ได้เป็นดั่งใจเราเสมอไป แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าโลกคือศัตรู และไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร เราก็อยากเป็นให้ดีขึ้นเสมอ เพื่อตัวของเราเองและคนที่เรารัก 😊

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *