จากเด็กหลังห้อง สู่ครู Youtuber และบทเรียนชีวิตที่ไม่มีในตำรา

ในยุคที่ใครก็เป็นครีเอเตอร์ได้ การจะเป็น “ครู Youtuber ” ที่สอนคนผ่านคลิป ไลฟ์ และบทความและยังมีผู้ติดตามที่เป็นแฟนพันธุ์แท้อย่างเหนียวแน่น กลับไม่ใช่เรื่องง่าย คุณ “โอ เฟิร์สคลิก” จากช่อง ofirstclick คือหนึ่งในคนที่พิสูจน์สิ่งนี้ด้วยวิธีคิดที่อาจแตกต่างจากที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
คุณโอเริ่มจากความชอบอ่านหนังสือ ติดนิดหนึ่งตรงที่ว่าเวลาเล่าให้คนใกล้ตัวฟังว่าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้น่าสนใจอย่างไร ทว่าไม่ค่อยมีใครตอบสนอง และเคยล้มเหลวกับคอร์สออนไลน์ครั้งแรกในชีวิต แต่วันนี้เขากลายเป็นครูที่มีผู้ติดตามมากมายที่เล่าเรื่องต่างๆทั้งจากหนังสือและชีวิตจริงได้อย่างไหลลื่น ฟังแล้วอยากติดตาม มีคนแสดงความคิดเห็นกลับอย่างจริงจังในทุกๆ ไลฟ์และมีบทเรียนชีวิตบางด้านที่ไม่มีอยู่ในตำรา ผ่านบทสัมภาษณ์ที่เริ่มต้นจากคำถามธรรมดา แต่ได้คำตอบที่ไม่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆเพื่อผู้อื่น


Q: เมย์คิดว่าคนรู้จักคุณโอจากบทบาท Youtuber เป็นคุณครูที่สอนคนย้อนกลับไปในวัยเด็ก อยากรู้ว่าตอนเด็ก ๆ คุณโอเป็นเด็กแบบไหนคะ ?
A: ผมเป็นเด็กหลังห้องครับ ไม่เด่นซักอย่าง เรียนก็ไม่เรียน กีฬาก็ไม่เก่ง เกเรก็ไม่เกเร เป็นเด็กแหย ๆ นิดนึงครับ ไม่สุดซักทางนึง ต่อต้านการเรียน เถียงครูเพื่อไม่ต้องเรียน แต่ไม่ได้เป็นนักเลง เป็นกลุ่มนักกีฬาแบบปน ๆ หน่อย

Q: ตอนเด็กๆมีเรื่องอะไรไหมที่คนเข้าใจเราผิด เพราะว่าเราอาจดูไม่ใช่เด็กเรียนไหมคะ ?
A: ไม่ค่อยมีครับ แต่ตอนเด็กผมเป็นคน People pleaser มาก ต้องการการยอมรับสูง แต่ไม่มีอะไรเก่งเลย แปลก ๆ ดีเหมือนกัน

Q: จากที่รู้จักกันมา ถือว่าเป็น People pleaser ที่ชอบเสิร์ฟความรู้ได้ไหมคะ อยากรู้แล้วว่าจุดเริ่มต้นของการทำ Youtube หรือการเริ่มแชร์ความรู้ มาจากตรงไหน?
A: ผมชอบอ่านหนังสือมาตลอด เมาก็ยังตื่นมาอ่าน ชอบอ่านแล้วเล่าให้เพื่อนฟัง แต่ไม่มีใครฟังครับ(หัวเราะ) เพื่อนไม่ใช่สายใฝ่รู้ จนมาทำ Youtube ช่วยพี่สาว เขาชวนครีเอเตอร์มาถ่ายคลิป ผมเริ่มเห็นว่ามีอะไรที่ผมช่วยได้ เช่น ตั้งชื่อคลิป ปรับ SEO ผมเริ่มเขียนในเพจของพี่สาว แบบไม่ได้คิดเยอะ อยากพูดอะไรก็พูด

Q: แล้วก็เริ่มเกิดไอเดียอยากทำคอร์สให้ความรู้ใช่ไหมคะ ?
A: ใช่ครับ ผมเคยเปิดคอร์สออนไลน์เอง คิดว่า ถ้าขายได้ 300 คน คนละ 3,000 ก็จะได้เงินล้าน ตอนนั้นลำบากมาก อยากได้เงินเร็วมาก ก็ไปเรียนยิงแอด เขียนโพสต์ขาย สุดท้ายมีคนทักมาแค่คนเดียวแล้วก็หายเลย ไม่มีใครซื้อเลยครับ ศูนย์เลย
ผมว่าผมโลภเกินไป คิดแต่เรื่องเงิน

Q: หลังจากนั้นเปลี่ยนวิธีคิดยังไงคะ ?
A: ผมเปลี่ยนจากขายมาแชร์ ไลฟ์สด เขียนบทความ ตอบในกลุ่มคนทั่วไป แล้ววันนึงพอเปิดสอนอีกครั้ง มันเต็มภายในคืนเดียว
เพราะสารตั้งต้นมันเปลี่ยนไปแล้วรูปตอนเปิดสอน


Q: คราวนี้พอเริ่มขายได้ เริ่มขยาย พอมีทีม อยากรู้มุมมองการทำงานกับทีมของคุณโอ มีอะไรที่คุณโอคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านอยากแบ่งปันไหมคะ ?
A: เมื่อก่อนเวลามีอะไรไม่เป็นไปตามแผน ผมเคยโทษคนในทีมว่าเขาทำผิด แต่จริง ๆ คือผมสื่อสารไม่รู้เรื่อง แต่พอเริ่มเปลี่ยนมุมมองว่าถ้ามีหลายคนเข้าใจผิด แสดงว่าเราอธิบายไม่ดี ผมเลยเริ่มดีไซน์การสื่อสารใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น ผลคืองานก็ดีขึ้น
แล้วมันเหมือนเล็กน้อยนะ แต่ผมในขณะที่เป็นครู เพราะผมสื่อสารดีขึ้น ธุรกิจผมก็ดีขึ้น เพราะผมมีหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ฉะนั้นผมต้องเป็นคนดีไซน์การสื่อสารให้มันดีที่สุด

เช่นสมมติว่าผมเขียนโพสต์ขาย ว่าผมขายคอร์ส เรียนผ่านวิดีโอ เรียนผ่านไลฟ์วันนี้ ๆ แล้วมันดันมีคำถามเยอะ เรียนทางไหน เรียนยังไง สมัครยังไง แปลว่าผมเขียนไม่ดี แต่ก่อนผมก็รู้สึกว่าทำไมแค่นี้ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมจะคิดว่าถ้ามีหลายคนไม่เข้าใจแสดงว่าเรายังถ่ายทอดเรื่องนี้ยังไม่ดี

ในฐานะคนขายของ เจ้าของธุรกิจ สื่อสารไม่ได้ดี โทษตัวเองไว้ก่อน

ยิ่งเราเปลี่ยนวิธีการสื่อสารดี แล้วมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เค้าซื้อมากขึ้น มันจะไม่ดีกว่าเหรอ


Q: เมย์อยากรู้ว่า ถ้ามีคนที่สนใจงานสาย Youtube แต่เป็น Introvert ชอบทำงานคนเดียว เช่น ตัดต่อวิดีโอ ไม่อยากยุ่งกับคนมาก เขายังสามารถทำงานในสายนี้ได้อย่างตอบโจทย์ไหมคะ ?
A: ต้องบอกว่าตอนนี้มันแบ่งเป็น 2 ฝั่งครับ ฝั่งที่ออกหน้ากล้อง กับฝั่งที่อยู่หลังบ้าน Process ผลงาน เช่น ตัดต่อ กราฟิก ซึ่งทั้งสองฝั่งจำเป็นเหมือนกัน แล้วบางทีเราจะเห็นดราม่าในเน็ตว่าให้ช่างภาพตัดวิดีโอด้วย ทำรูปด้วย จริง ๆ มันควรจะเป็นแบบนั้นครับ เพราะถ้าให้ทำอย่างเดียว งานมันจะไม่พอ เช่น รับตากล้องมาถ่ายอย่างเดียว แล้ววันไหนไม่มีถ่ายเขาจะไม่มีอะไรทำเลย เว้นแต่เราจะเป็นดาราแบบโอ๊ต ปราโมทย์ ที่มีงานถ่ายตลอด แบบนั้นค่อยแยกชัดได้
อย่างทีมผมหรือทีมอื่น ๆ ส่วนมากจะไม่มีใครทำแค่ Job Description เดียวครับ ต้องทำได้หลายอย่าง เช่น คนตัดต่อก็ควรรู้เรื่องกราฟิก รู้เรื่อง AI ด้วย เพราะอะไรใหม่ ๆ เข้ามาตลอด ถ้าคุณนั่งหน้าคอมอย่างเดียว คุณก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ไปพร้อมกันด้วย ต้องสามารถเชื่อมโยงเนื้องานหลายอย่างได้ อย่างน้อยก็เพื่อทำงานให้ราบรื่น และพัฒนาไปได้ด้วยกันครับ

Q: มีช่วงหนึ่งคุณโอติด Social มาก ๆ เลยใช่ไหม อาการเป็นยังไงคะ ?
A: ช่วงนั้นหยิบทุกครั้งๆ 5 วิก็หยิบขึ้นมาดูแล้ว หยิบขึ้นมาดูตลอด แล้วก็หลอกตัวเองว่าได้สาระความรู้ ตื่นขึ้นมาก็หยิบเลย พอถึงจุดสูงสุดแล้วมันไม่ไหวแล้ว
จุดที่แย่ที่สุดคือนั่งเล่นไปแล้วฟีดมันหมดแล้ว หมดแล้วก็เปลี่ยนแอป อะไรก็ได้ปัดไปเรื่อยๆ เราก็รู้ว่ามีงานอยู่ สมองมันก็บอกให้ไปทำงานนะ แต่เราก็ยังไถต่อ คือสมองครึ่งนึงมันบอกให้รู้ว่าหยุดได้แล้วเรากำลังทำสิ่งไม่ดีอยู่ แต่ไม่ปิดเราก็นั่งอ่าน

Q: แล้วอะไรทำให้คุณโอรู้สึกว่าต้องกลับมาใหม่ทุกครั้ง ?
A: แฟนผมบอกว่า สิ่งที่ผมควรทำคือเป็นครูที่โง่ ๆ เอ๋อ ๆ นั่นแหละ คนดูจะรู้สึกว่าเขาก็ทำได้ เพราะเราไม่ Perfect
จริงๆผมทำไม่ได้หรอก มันยากคือผมเคยล้มเหลวตลอดเวลา เช่น ผมจะไลฟ์ 2 ทุ่มนะทุกวัน ผมก็ทำได้แค่เดือนเดียวแล้วก็หายไปแล้วก็กลับมาใหม่ เดี๋ยวเช้าเดี๋ยวเย็นแล้วก็หายไปแล้วก็กลับมาใหม่
ผมว่าการจะกลับมาได้อันนี้สำคัญ แล้วมันยากเวลาที่เราหายไปเดือนนึงแล้วจะกดปุ่มไลฟ์ใหม่มันยากมากเลย แล้วแฟนผมเป็นคนบอกว่าผมเป็นครูอันนี้คือสิ่งที่ผมควรทำ การไม่สมบูรณ์แบบ การดูโง่ๆ เอ๋อๆหน่อย นั่นแหละสิ่งที่ผมควรทำ เพราะเมื่อไหร่ที่ผม Perfect คนดูก็จะคิดว่ามันยากไป เค้าทำไม่ได้หรอก ผมเป็นตัวอย่างของคนที่โง่ๆ ผิดๆ แต่ก็จะกลับมาใหม่ได้เสมอ

คนที่ Perfect เค้าก็จะมีมุมดีๆให้เลียนแบบเยอะมาก มีพลัง มีวินัย แต่ผมจะเป็นอีกมุมนึงสำหรับคนที่คิดว่า

เส้นทางนี้มันจะไหวไหม ก็จะมีผมเป็นเพื่อนร่วมทาง

ไม่ต้องสมบูรณ์แบบมากก็ยังเดินต่อได้

Q: ตอนนี้ยังมีอะไรที่อยากทำ แต่ยังไม่ได้ทำไหมคะ ?
A: ผมชอบสื่อการสอนเด็ก ชอบการเรียนการสอน บางทีทำ Youtube แล้วได้เงินใช่ไหม มันเลยไม่ค่อยมีใครคิดมากมายหรอกนอกจากทำคลิปเยอะ ๆ ให้ได้ยอดวิวเยอะ ๆ แต่การคิดแบบนั้นแล้วไม่ได้ส่งผลดีต่อเด็กนะ การจะมียอดวิวเยอะง่ายๆเลย สีจัดๆ เปลี่ยนเฟรมเยอะ ๆ เอาอะไรมาโยน เอาสีมาสาด แค่นี้ก็ยอดวิวเยอะแล้ว
ผมอยากทำสื่อการสอนเด็ก 2 แบบ แบบที่ใช้ AI ทำกราฟิกสวย ๆ และแบบครูอนุบาล(Human Task)มาเล่าเรื่องช้า ๆ จะเล่นกับเด็กจะค่อยๆอธิบายให้เด็กฟัง ที่มัน Balance ได้ทั้งความรู้แล้วก็สนุกด้วย อย่างน้อยก็ได้เป็นโอเอซิสให้คุณพ่อคุณแม่

Q: มุมมองที่คุณโอมีต่อ AntiClassroom คืออะไร?
A: คำที่ผมนึกถึงคือ ‘ไม่มีในตำรา’ ตอนเจอคุณเมย์กับแดเนียล ผมรู้สึกว่าไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน ผมถามคุณเมย์ว่ามีโน้ตมั้ย ผมจดไม่ทัน แล้วมันเจ๋งมาก มันล้ำมาก แล้วถ้าจะคิดว่าไม่ต้องเรียนกับคุณเมย์ก็ได้ ดู Youtube เอาก็ได้ มันไม่มีนะ มันไม่มีให้อ่าน มันไม่มีในตำรา มันแบบเจ๋ง อันนี้ดี

ผมอยากจะบอกว่าสิ่งที่แดเนียลพูดว่าจิตวิทยาองค์กร ผมก็ไม่เคยฟังนะจิตวิทยาองค์กร ฟังเป็นเรื่องชีวิตหมดเลย ผมก็ไปคิดว่าจิตวิทยาที่ใช่ มันก็จะไปแก้ปัญหาทุกส่วนของชีวิต ผมเลยคิดว่ามันดีมากกว่าจะไปฟังเป็นจิตวิทยาองค์กรหรือเปล่า มันเป็นจิตวิทยาที่ไปทำให้ชีวิตดีขึ้น

Q: เป็นคำชมที่ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีค่ะ ถัาไม่มีในตำราแบบนี้ คุณโอคิดว่าใครบ้างที่น่าจะสนใจเนื้อหาของ AntiClassroom คะ ?
A: ผมเชียร์ให้ผู้ประกอบการมาเรียนกับ AntiClassroom เพราะถ้าเติมน้ำมัน เครื่องบินมันจะไปได้ไกล ผมมองว่าเจ้าของธุรกิจฝ่าฟันอะไรมาเยอะแล้ว ถ้าได้เนื้อหาพวกนี้เข้าไปจะไปได้อีกขั้นเลยครับ
การพูดคุยกับคุณโอครั้งนี้ เหมือนการได้นั่งฟังเรื่องเล่าจากคนที่เริ่มจากการลองถูกลองผิด และไม่เคยถูกมองว่าเป็น “ต้นแบบ” ในห้องเรียน แต่เพราะการรักที่จะแบ่งปัน วันนี้เขากลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย ผ่านการยอมรับตัวเอง การล้มเหลว และการกลับมาใหม่อย่างไม่ Perfect นั่นแหละ คือเส้นทางที่คนทำงานมืออาชีพหลายคนกำลังมองหา

ตืดตามคุณโอได้ทาง ครูโอ สอนทำยูทูป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *