Revomed Thailand จาก “เด็กเลี้ยงวัว” ในวันนั้นสู่ “เจ้าของโรงงาน OEM” ในวันนี้ - AntiClassroom

Revomed Thailand จาก “เด็กเลี้ยงวัว” ในวันนั้นสู่ “เจ้าของโรงงาน OEM” ในวันนี้

เมื่อนึกถึงโรงงาน OEM อันดับต้น ๆ ของประเทศ ชื่อของบริษัท Revomed Thailand ผู้นำแห่งแวดวง OEM ชั้นนำในการผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมในประเทศไทยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ดังมากมาย ย่อมปรากฏในความคิดของว่าที่เจ้าของแบรนด์ที่ต้องการสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคนี้

วันนี้เมย์ได้รับโอกาสจากพี่ “ต้อม” ศิริพงษ์ สีใสไพร ผู้บริหารระดับสูงจาก Revomed Thailand และเป็น 1 ในผู้ร่วมเวิร์กชอป Anatomy of Leadership ได้ให้เกียรติมาแบ่งปันเรื่องราวการก่อร่างสร้างตัว หลักการและแนวคิดของผู้นำกับเราค่ะ

ขอบพระคุณพี่ต้อมมากที่อยู่กับเมย์ในวันนี้ อยากขอให้พี่ต้อมเล่าประวัติส่วนตัวให้พวกเราทราบหน่อยค่ะ พี่ต้อมเกิดและเติบโตจากที่ไหนคะ 

สวัสดีครับ ขออนุญาตแนะนำตัวนะครับ ชื่อ “ต้อม” ศิริพงษ์ สีใสไพร นะครับ เกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ด โตที่จังหวัดนครปฐม ตอนนี้ทำงานที่จังหวัดนนทบุรี แต่มีบ้านพักในเขต กทม. ครับ

วัยเด็กผมก็เหมือนเด็กอีสานทั่วไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เกิดในครอบครัวชาวนา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีอาชีพเดียวกันคือทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงควายตามประสา ฐานะยากจน อิ่มบ้าง อดบ้าง ตามประสา แต่มีแค่เรื่องเดียวที่ทางบ้านไม่ยอมให้ผมกับน้อง ๆ ต้องอดเลยคือเรื่องการศึกษา ถ้าเป็นเกี่ยวกับเรื่องเรียน พ่อแม่พร้อมสนับสนุน แม้ไม่มีเงินเขาก็จะพยายามหามาเท่าที่เขาจะหาได้ เพราะเป้าหมายเดียวที่เค้าหวังคือ ลูกต้องไม่เป็นชาวนาแบบเขา อาชีพนี้แค่พอกิน มันรวยยาก เค้าพิสูจน์มาแล้ว ไม่อยากให้ลูก ๆ ต้องลำบากเหมือนเขา

ดังนั้น “ต้องตั้งใจเรียน และพยายามเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้” คือสิ่งเดียวที่ผมมุ่งมั่นในวัยเด็ก ซึ่งมันก็คือสิ่งสำคัญเลยที่ผลักดันและนำพาผมมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่เป็นที่รู้จักในนามของผู้บริหารของบริษัท Revomed Thailand ที่มุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม OEM เครื่องสำอางและอาหารเสริมของประเทศไทย

จาก “เด็กเลี้ยงวัว” ในวันนั้น จนมาถึง “เจ้าของโรงงาน” ในวันนี้ นึกภาพไม่ออกเลย อยากให้พี่ต้อมช่วยเล่าให้ฟังเพิ่มอีกหน่อยเกี่ยวกับการเดินทางของพี่ต้อมค่ะ

เมื่อจบ ป.6 จากร้อยเอ็ด ผมก็มาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา จ.นครปฐม ซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่าเรื่องการเรียนคือเรื่องที่ผมโฟกัสอันดับแรก ๆ เลยในตอนนั้น เพราะเราเชื่อมั่นมาตลอดว่าการศึกษาจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ และก็เป็นไปตามสูตรสมัยนั้นครับ พอจะต้องเรียนระดับมหาวิทยาลัย คนเรียนเก่ง ไม่เลือกวิศวะก็หมอ ซึ่งผมก็รู้ตัวว่าผมเป็นหมอไม่ได้แน่ ๆ ผมไม่ชอบเลือด ไม่ชอบวิชาชีวะ มันก็เลยเหลือแค่อันเดียวก็คือวิศวะ 

ผมจบวิศวะอุตสาหการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นงานบริหารจัดการภายในโรงงาน ทั้งช่วงเรียนและช่วงฝึกงานก่อนจบ ก็เริ่มรู้ตัวว่าไม่ชอบทำงานในโรงงาน ไม่ใช่ว่างานไม่ดีนะครับ แต่เรารู้สึกว่างานมันไม่ถูกจริตกับเรา เลยลองเบนเข็มมาเรียนอีกด้านเลยคือเรียน MBA

จากวิศวะข้ามมาสายการบริหารจัดการเลย และวิชาที่เรารู้สึกว่ามันท้าทายสำหรับเราตอนนั้นคือการตลาด มันเป็นอะไรที่แปลกจากวิศวะที่เราเคยเรียนมา เลยทำให้หลงรักการตลาดมาตั้งแต่ตอนนั้น ระหว่างเรียนผมก็ทำงานไปด้วยครับ ธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ เปิดเป็นร้านล้างรถ (ร้านล้างรถเล็ก ๆ ที่เรามักจะเห็นตามปั๊มน้ำมัน) ก็พอเลี้ยงตัวได้แต่ก็ไม่ถึงกับเหลือเก็บมากมายนัก เพราะปัญหาหลักคือเรื่องของแรงงาน มันเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานหนัก ต้องตากแดด หาพนักงานคนไทยยากมาก แต่พอจะใช้แรงงานพนักงานต่างด้าวแบบถูกกฎหมาย ค่าดำเนินการก็สูง ไม่คุ้มกับการลงทุน ก่อนเรียนจบสักพัก ร้านล้างรถก็เลยต้องปิดตัวไป 

หลังเรียนจบ MBA ก็ได้ทำงานในบริษัทที่ปรึกษาด้านการวางแผนและจัดทำกลยุทธ์ ซึ่งเป็นงานที่บอกเลยว่าชอบมาก มันท้าทายและตอบโจทย์ความอยากรู้อยากลองของเรา แต่ก็ทำได้ประมาณ 2 ปีกว่าก็ต้องลาออก เนื่องจากเป็นงานที่ต้องเดินทางต่างจังหวัดไกล ๆ อยู่บ่อย ๆ ทั้งสงขลา สตูล จันทบุรี อุทัยธานี น่าน ฯลฯ พอมีแผนจะแต่งงานเมื่อปี 2555 เลยต้องลาออก เพราะที่บ้านไม่อยากให้เดินทางบ่อย ๆ และพอแต่งงานก็เลยเริ่มคิดอีกรอบว่าเราน่าจะต้องทำธุรกิจส่วนตัวอะไรสักอย่าง ก็เลยกลับมาเปิดร้านล้างรถอีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจทำกว่าครั้งที่แล้ว และทุ่มเทให้กับร้านล้างรถอย่างเดียวเลย ก็ถือว่าโอเคนะครับ เคยมีถึง 3 สาขา แต่ตอนนี้เหลือแค่สาขาเดียว เพราะเราไม่ได้มีเวลาไปดูแล ในขณะที่ทำร้านล้างรถ เราก็ไม่เคยทิ้งวิชาการตลาด พยายามเอามาปรับใช้กับงานอยู่ตลอด พอช่วงหลัง ๆ ร้านเริ่มอยู่ตัว เราก็เริ่มมีเวลาเหลือ ประกอบกับเรามองว่า Trend นวัตกรรมด้านการตลาด และ IT กำลังมา เลยตัดสินใจเรียนต่อ ป.เอก ด้านการจัดการนวัตกรรม หลังจากเรียนจบ ผมได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง และในขณะเดียวกันก็ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางด้วยเช่นกัน พอเราได้ยืนอยู่ในทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ ทำให้เราเห็นช่องว่างของความต้องการของเจ้าของแบรนด์กับศักยภาพของโรงงานผู้ผลิต ถ้าเอาภาษาทางการตลาดเลย เราก็เรียกมันว่า “โอกาสทางธุรกิจ” มันยังมีหลายปัญหาที่เจ้าของแบรนด์เจอแต่ยังไม่ถูกแก้ไข มันยังมีหลายความต้องการที่เจ้าของแบรนด์อยากได้ แต่มันยังไม่มีโรงงานใดตอบสนองได้ เราจึงอาสาเข้ามาจัดการตรงนี้ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เพราะเราไม่มีทุนมากมาย ถ้าจำไม่ผิด ในช่วงเริ่มต้น เราสองคน ผมกับภรรยา มีเงินรวมกันไม่ถึงหนึ่งล้านบาทด้วยซ้ำ เราเริ่มธุรกิจของ Revomed ด้วยเงินทุนไม่ถึงล้าน กับพนักงาน 3 คน คือ ผม ภรรยา และก็ลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่งคน เราก็ทำกันแบบคนตัวเล็ก ทำแบบคนทุนน้อย มาเรื่อย ๆ จนมีทุกวันนี้ครับ ทุกวันนี้ถ้านับรวมโรงงานทั้ง 3 แห่งของเรา พนักงานน่าจะประมาณ 200 คนได้

หลายคนอาจจะสงสัย ไม่มีเงินจริงหรือเปล่า ? ไม่มีเงินแล้วทำได้อย่างไร ? ผมมักจะบอกเสมอกับคนที่ผมให้คำปรึกษา หรือแม้กระทั่งการสอน นศ. ในห้องเรียนว่าในโลกของการลงทุน โลกของธุรกิจ มันมีปัจจัยหลัก ๆ แค่ 2 อย่าง คือ “ทุน” กับ “แรง”

ถ้าคุณมีทั้งสองอันก็ถือว่าโชคดีไป โอกาสสำเร็จมากกว่าคนอื่น แต่ผมมองว่าแม้จะมีแค่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ยังพอจะมีทางสำเร็จได้ หลายคนมักจะมองแค่ฝั่งเงินทุน จะทำอะไรก็คิดคำนวณเรียบร้อยว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ พอเงินมีไม่พอ ก็พอก่อน พักก่อน ยังไม่ต้องทำ เพราะไม่มีเงิน ลืมไปว่ามันยังมีอีกฝั่ง นั่นคือ “แรง”

ถ้าเงินน้อย เราต้องออกแรงให้มากครับ ต้องบอกเลยว่า ช่วงเริ่มต้นของ Revomed Thailand เราใช้เงินน้อยมาก เน้นลงแรง เราขับเคลื่อนด้วยความขยัน ซื่อสัตย์ และจริงใจ ผลิตและส่งมอบสินค้าที่คุณภาพดี ได้มาตรฐาน มีงานวิจัยรับรอง แม้เราจะเป็นเจ้าเล็ก แต่เราไม่เคยคิดจะลดราคาแข่งกับเจ้าใหญ่ ๆ เลย เราคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า

การลดราคาเพื่อให้ได้งาน จะต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายของเรา

ซึ่งวันนี้ก็พอจะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าสิ่งที่เราคิดมันใช้ได้ เพราะจากความมุ่งมั่น จริงใจ และคุณภาพสินค้าของเรา มันทำให้ลูกค้าเกิดความไว้วางใจ เกิดความเชื่อมั่นว่าจะไม่ทำให้แบรนด์ของเขาเสียชื่อ ลูกค้ายังคงยินดีที่จะผลิตกับเราต่อไป แม้จะมีโรงงานอื่นมาเสนอในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งอันนี้แหละมันมีมูลค่ามหาศาล ประเมินค่าไม่ได้จริง ๆ อย่าลืมนะครับว่า

การบอกต่อของลูกค้าเก่า มีพลังมากเป็น 10 เท่าจากที่เราพูดเอง

การสร้างความภักดีของลูกค้า หรือการสร้างสาวกของธุรกิจ อาจจะยากในตอนต้น แต่ในระยะยาวจะออกดอกผลที่ชื่นใจอย่างแน่นอน อย่างน้อย ๆ ก็จะช่วยให้เราสามารถประหยัดค่าโฆษณาได้ปีละหลายสิบล้านบาท

ถือเป็นการทำงานที่ยืนหยัดบนแนวคิดและจุดยืนที่น่าชื่นชมมากเลยค่ะ เมย์ขออนุญาตถามต่อ คำว่า “มาตรฐานคุณภาพระดับสากล” มีความหมายในมุมของพี่ต้อมอย่างไรบ้างคะ

ได้เลยครับ สำหรับผม “มาตรฐานคุณภาพระดับสากล” มันไม่ใช่แค่การผลิตที่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานที่สากลให้การยอมรับ แต่มันคือความไว้เนื้อเชื่อใจจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้า คู่ค้า พนักงาน สังคมรอบข้าง และสังคมโลก ซึ่งความไว้วางใจนี้จะเป็นมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ของธุรกิจเรา เป็นมูลค่าเพิ่มที่ส่งเสริมในทุก ๆ ด้านของธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งเหนือกว่าคำว่ามาตรฐาน ที่ส่งผลแค่ด้านการผลิตและการขาย

ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าทำตามมาตรฐานทั่วไป 1+1 ก็คงจะได้แค่ 2 แต่ถ้าเราสามารถให้มาตรฐานมันสร้างความเชื่อใจได้ 1+1 มันจะได้มากกว่า 2 อย่างแน่นอน โดยเฉพาะที่ Revomed คำว่า “มาตรฐานคุณภาพระดับสากล” ลูกค้าหรือคนทั่วไปอาจจะเห็นแค่ตัวหนังสือที่อยู่ตามกล่องผลิตภัณฑ์ หรือตามป้าย ตามสื่อต่าง ๆ แต่สิ่งที่ทีมงานเราตั้งใจทำ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครมองเห็น คือความตั้งใจทำให้มันเกินกว่ามาตรฐาน ตั้งใจทำทุกอย่างให้มันเกินคาด ให้มันว้าว จนทุกคนเชื่อใจ วางใจในผลงานของเรา

เป้าหมายสูงสุดที่เราอยากจะทำให้เกิดก็คือ ต่อไปนี้ผู้บริโภคไม่ต้องสนใจคำว่ามาตรฐาน ไม่ต้องพลิกหาสัญลักษณ์การรับรองมาตรฐานข้างกล่อง หากอยากได้สินค้าที่วางใจได้ทั้งราคา คุณภาพ และความคุ้มค่า ให้มองหาคำว่า “ผลิตโดย: Revomed Thailand” ก็เพียงพอแล้ว

จากที่พี่ต้อมแบ่งปันกับเมย์ ว่าความฝันของพี่ต้อมคืออยากผลักดันให้โรงงาน OEM ของประเทศไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับเอเชียอยากทราบว่าที่มาของแรงจูงใจนี้ของพี่ต้อมคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์มากกับผู้อ่านค่ะ

เอาจริง ๆ นะครับ ในใจลึก ๆ จากก้นบึ้งของหัวใจเลย

เราอยากให้ทั้งโลกรู้จักและยอมรับ อุตสาหกรรม OEM เครื่องสำอาง อาหารเสริม และสินค้าเพื่อสุขภาพ ของประเทศไทย

ซึ่งมันก็ดูยังไกลเกินไปเนอะ ณ ตอนนี้เราเลยมุ่งที่รอบ ๆ บ้านเราในระดับเอเชียก่อน ถ้ามันสำเร็จอย่างที่คิดไว้ ป้ายหน้าเรามุ่งระดับโลกแน่นอน ซึ่งแรงผลักดันอันนี้มันเพิ่งเริ่มหลังจากที่เราทำธุรกิจนี้สัก 2-3 ปี ตอนที่เริ่มต้นจริง ๆ ก็ยังไม่ได้คิดอะไรขนาดนี้หรอก เพราะแค่คิดว่ามันจะไปรอดหรือเปล่า บางทีเราก็ยังไม่มั่นใจเลย

“เครื่องสำอางต้องเกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อาหารเสริมก็ต้องอเมริกา” นี่คือคำที่เราได้ยินมาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วงก่อนที่เราจะก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้ แต่พอเราได้ไปดูงานการผลิต ดูโรงงานในต่างประเทศ ดูวิธีการทำงานของ Partner ต่างชาติ เราก็รู้สึกว่าเราก็ทำได้นะแบบนี้ บางอย่างเราอาจจะทำได้ดีกว่าซะด้วยซ้ำ (ไม่รู้ว่าตอนนั้นไปเอาความมั่นใจแบบนี้มาจากไหน 😄)

ด้วยความอยากลอง เราก็เลยลองเสนอต่างชาติดูบ้างว่าทำไมไม่มาผลิตที่ประเทศไทยล่ะ และส่งมาขายประเทศของคุณ เชื่อไหมว่าแทบทุกคนที่เรานำเสนอไอเดียนี้ ถามคล้าย ๆ กันเลย “Why Thailand?” ทำไมต้องทำที่ไทยล่ะ ? ในใจเราก็คิด “Why not Thailnd ?!” ก็เรามีแทบทุกอย่างที่เขามี เทคโนโลยีมันก็ตามทันกันได้ เราไม่ได้ด้อยกว่าขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องฝีมือฝ่ายวิจัยผลิตภัณฑ์ และฝีมือแรงงานผลิต เราก็เก่งนะ เราก็ทำได้ตามมาตรฐานนะ แล้วทำไมเค้าถึงไม่วางใจเรา หรือว่าเขายังไม่รู้จักเราดีพอ อ๋อ งั้นเดี๋ยวจะทำให้ดู จะพิสูจน์ให้เห็น และให้เขายอมรับสินค้า OEM ของประเทศไทยให้ได้ นี่คือแรงผลักที่ทำให้เราพยายามดันให้งาน OEM ที่ Made in Thailand จะต้องได้รับการยอมรับไม่ต่างจากสินค้าที่ Made in Korea, Made in Japan, Made in France หรือแม้กระทั่ง Made in USA

รู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วยเลยค่ะ เป็นข้อมูลที่ Insightful มาก อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของบ้านเรามาไกลมาแล้วจริง ๆ พี่ต้อมคิดว่า Trend ของตลาดนี้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าของบ้านเราจะเป็นอย่างไร

ถ้ามองในด้านมูลค่าของตลาดกลุ่มสุขภาพและความงามในอีก 2-3 ปีข้างหน้าของบ้านเราก็คงจะไม่ต่างจาก Trendโลก นั่นคือ มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี แม้จะมีวิกฤติเกิดขึ้นมากมาย ? ใช่ครับ จากข้อมูลในอดีตมันเป็นเช่นนั้น จริง ๆ แล้วเราก็เผชิญวิกฤติกันทุกปีนั่นแหละ แค่ต่างเหตุการณ์ แต่มูลค่าของตลาดนี้มันก็ยังเพิ่มมาตลอด อาจจะมีแกว่ง ๆ บ้าง แต่ก็เรียกได้ว่ายังเป็นขาขึ้นอยู่ตลอด

ส่วนถ้ามองในด้านพฤติกรรมผู้บริโภคสินค้ากลุ่มสุขภาพและความงาม ก็ต้องบอกว่ากลุ่มสินค้าที่ตอบสนองเฉพาะตัวบุคคลจะได้รับความนิยมมากขึ้น กลุ่มสินค้าที่ เสริมภูมิคุ้มกัน เสริมความแข็งแรงของสุขภาพ จะได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะผู้คนเริ่มตระหนักกันมากขึ้นว่าการป้องกันดีกว่าการรักษา และลูกค้าส่วนใหญ่จะยอมจ่ายเงินมากขึ้นถ้าสินค้านั้นมันแก้ปัญหาเฉพาะตัวของเขาได้จริง ๆ

เหตุการณ์ / ประสบการณ์ ที่เปรียบเสมือนกับการได้รับรางวัลในการทำงาน ในบทบาทของผู้นำของ Revomed ของพี่ต้อมคืออะไรคะ

ตอนนี้ 2 เรื่องหลัก ๆ ที่ผมเจอ แล้วมันทำให้รู้สึกว่านี้แหละคือสิ่งที่เราอยากได้ นี่แหละคือรางวัลในการทำงานของเรา มันอาจจะไม่มีเงิน มีโล่ หรือ ใบประกาศ เหมือนรางวัลอื่น ๆ ที่หลายคนคุ้นเคย แต่สำหรับผมแล้ว นี่แหละคือรางวัลที่เติมไฟให้เรามีแรงทำงานต่อไป

เรื่องแรกเลยก็คือการที่สินค้าที่เราผลิตเป็นที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง เราดีใจที่หลายคนวางใจและชอบสินค้าของเรา เราดีใจที่เห็นเพื่อนเราใช้สินค้าของเราโดยที่ไม่รู้ว่าเราผลิต เรายิ้มกว้างเมื่อคนที่เราเพิ่งรู้จัก เพื่อนใหม่ ๆ คนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เล่าให้เราฟังว่าสินค้ายี่ห้อนี้ดี เค้าใช้อยู่ และอยากแนะนำให้เราลองใช้บ้าง พอได้ยินเชื่อแบรนด์ เราก็ได้แต่แอบยิ้มในใจ อ๋อ อันนี้โรงงานเราผลิตเอง

เรื่องที่สองคือการที่เราเห็นพนักงานในทีมของเราเก่งขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น บ่อยครั้งที่เราเจอพ่อแม่ของพนักงาน แล้วท่านขอบคุณเราที่ให้โอกาสและช่วยฝึกฝน จากคนที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ตั้งใจทำงาน สร้างแต่ปัญหา ไม่เคยคิดว่าลูกตัวเองจะเป็นผู้เป็นคนได้ขนาดนี้เมื่อมาทำงานที่นี่ ได้ยินแบบนี้ ต่อให้เหนื่อยขนาดไหนผมก็หายเหนื่อย มันคือรางวัลที่ประเมินค่าไม่ได้จริง ๆ ครับ

Growth Mindset ในนิยามของพี่ต้อมเป็นอย่างไรคะ

สำหรับผม Growth Mindset คือ การเข้าใจว่า “โลกมันก็เป็นเช่นนี้ และพรุ่งนี้มันต้องดีกว่าเดิม” เราต้องดีขึ้นทุกวัน วันละเล็ก วันละน้อย ไม่ต้องไปเทียบไปแข่งกับใคร แค่ดีกว่าเราคนเมื่อวานก็พอแล้ว และที่สำคัญ ผมไม่เคยขอพรให้ไม่มีอุปสรรค แต่ผมมักจะขอให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยดีเสมอ เพราะผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องเจออุปสรรคแน่นอน มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ดังนั้นเรายอมรับว่ามันจะต้องมีอุปสรรค แต่เราจะไม่ยอมแพ้มัน

เราพร้อมตั้งสติลุยอย่างสุดใจ เหมือนคำที่เราใช้กระตุ้นสมาชิกในทีมของเราเสมอเวลาต้องเผชิญอุปสรรค นั่นคือ “ไม่ได้ไม่ได้ มันต้องได้ในที่สุด”

สุดท้ายนี้ ขอทราบเทคนิคในการสร้างนิสัยอันแข็งแกร่งที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่พี่ต้อมใช้อยู่เป็นประจำค่ะ

อันนี้จะคล้าย ๆ กับที่ตอบไปในข้อก่อนหน้าครับ เพราะจริง ๆ มันก็คือนิสัยที่ผมเอามาปรับใช้กับการบริหารงานอยู่ตลอด นั่นคือ “โลกมันก็เป็นเช่นนี้ และพรุ่งนี้มันต้องดีกว่าเดิม” หลายคนถามผม “พี่เคยเศร้าไหม เห็นเจอทีไรก็ยิ้มตลอด” “บางคนบอกผมเป็นพวกโลกสวย” “บางคนก็บอกอยากมองโลกในแง่ดีแบบพี่บ้าง” ซึ่งผมบอกเลย ผมไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดีนะ ผมแค่มองและเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น หาทางรับมือกับมันอย่างมีสติ และหาทางสร้างประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เราเจอให้มากที่สุด โดยที่ไม่ไปสร้างความเดือร้อนให้คนอื่น

อาจจะฟังเหมือนง่าย แต่บอกเลยว่าผมเองก็ฝึกอยู่หลายปี ขนาดฝึกหลายปียังได้แค่นี้ ก็ยังคงต้องฝึกกันต่อไป เพราะเทคนิคในการสร้างนิสัยของผมก็คือ

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและคุ้มค่าพอที่จะผลักดันให้เราจะพยามมากพอเพื่อทำให้เป้าหมายมันเป็นจริง ไม่ท้อ ไม่ถอดใจทิ้งกลางทาง ก่อนที่จะถึงฝั่งฝัน

และการที่เราได้มาคุยกันในวันนี้ แม้ผมอาจจะยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมาย แต่ผมว่าอย่างน้อยมันก็น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ผมเชื่อ นิสัยที่ผมฝึก และสิ่งที่ผมทุ่มแรง มันไม่เคยสูญเปล่า และผมก็จะยังเชื่อแบบนี้ต่อไปนั่นคือ “ถ้าคุณอยากได้มันจริง ๆ และคุณมีความพยายามที่มากพอ สักวันฝันจะเป็นจริง”

ขอบพระคุณพี่ต้อมอีกครั้งสำหรับการสละเวลาให้พวกเราได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้น และยังแบ่งปันเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมผู้ประกอบการ ผู้มีความฝันทุกคน หวังว่าเนื้อหาในวันนี้จะเกิดประโยชน์ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้อ่านทุกท่านค่ะ 😊

สำหรับท่านที่อยากรู้จัก Revomed Thailand เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ช่องทางดังต่อนี้ค่ะ