หลายคนไม่กล้าเริ่มธุรกิจ เพราะกังวลเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนเกี่ยวกับค่าการตลาด ที่ทุกวันนี้ไม่พ้น Facebook Ads ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับที่เจ้าของธุรกิจหลายคนที่มีธุรกิจอยู่แล้ว เริ่มมองหาช่องทางการทำตลาดอื่น ๆ ในการช่วยลดต้นทุน และ เครื่องมือนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามาก ก็คือ LINE นั่นเอง

เช่นเคย วันนี้เราอยู่กับ “พี่ง้วง” หรือ คุณชวลิต เดชะนรานนท์ LINE Certified Coach ปี 2022 และพี่ง้วงจะมาช่วยเราไขความกระจ่าง ถึง Feature เด็ด ๆ ของ LINE ที่เอื้อต่อการประหยัดต้นทุนอย่างคาดไม่ถึง ที่เมื่อนำมาผนวกกับความรู้ ความเข้าใจ ในการวางกลยุทธ์ เพื่อผลักดันยอดขายอย่างที่พี่ง้วงถนัดแล้ว เชื่อว่าความกังวลเรื่องการแบกรับต้นทุนของเราจะบรรเทาลง และยังสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัว มาเริ่มกันที่คำถามแรกค่ะ 

ในสายงานของนักการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาในการวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์อุปโภคบริโภคต่าง ๆ พี่ง้วงคิดเห็นอย่างไรกับประโยคที่ว่า “เมื่อควบคุมต้นทุนได้ ก็ชนะไปครึ่งทางแล้ว”

ในมุมมองของพี่ง้วง โดยธรรมชาติของการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อโฆษณาแบบระบบการประมูล (Bidding) ซึ่งผลลัพธ์ของยอดขาย พี่ง้วงขอแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ

1. สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการประมูล ได้แก่

  • ต้องการให้คนทักเข้ามาในร้านเรากี่คน
  • ต้องการให้ คนเห็นโฆษณาเรากี่คน
  • ต้องการให้ โฆษณาของเรา มียอดขายเยอะ ๆ

2. สิ่งที่ควบคุมได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประมูล

  • ต้นทุนสินค้า ในร้านของเรา
  • ราคาขาย ที่เราต้องการขาย
  • ต้นทุนการทำชิ้นงาน (Creative) ของสินค้าที่เราจะขาย

จะเห็นว่าถ้าเราสามารถควบคุม ข้อ 2 ได้หรือ ทำต้นทุนให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด
ถือว่าเราชนะในตลาดนั้นไปครึ่งทางแล้ว เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ตระหนักถึงครับ

การทำตลาดทาง Facebook เทียบกับ Line พี่ง้วงคิดว่าทั้ง 2 Platform มีข้อแตกต่างจุดใดบ้างที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ในการช่วยลดต้นทุน และเพิ่มยอดขายบ้างคะ ?

การทำตลาดผ่าน Facebook และ LINE มีจุดดีที่เหมือนกันหลายอย่าง เช่น

1. Facebook และ LINE สามารถนำส่งโฆษณาของแบรนด์เราให้กับผู้บริโภคได้ตรงใจและตรงความต้องการโดย AI ที่เข้าใจลูกค้า(จากการเก็บพฤติกรรมของผู้ใช้งาน)

2. การ Retargeting ให้ลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ สินค้า/บริการ ผ่านการสร้าง Sales Funnels

3. ทั้ง 2 Platforms ยังสามารถปิดการขายผ่าน ช่อง Chat (Inbox) ซึ่งถูกจริตกับลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่ หรือที่เราเรียกว่า Social Commerce อีกด้วยครับ

แต่จุดที่แตกต่างระหว่าง Facebook และ LINE ในมุมมองพี่ง้วงที่ชัดเจนคือดังต่อไปนี้

1. LINE เป็น Platform ที่นับว่ามีระบบหรือ (Ecosystem) ที่เอื้อให้ร้านค้าสามารถสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าที่ซื้อ สินค้า/บริการ แล้ว สามารถอยู่ในระบบได้ตลอด โดยแทบไม่ต้องกดออกจาก LINE Application เลย ช่วยให้ประหยัดต้นทุน ไม่ต้องหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา รวมถึง เป็นการเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (Lifetime Value) ได้อีกด้วยครับ

2. ร้านค้าใน LINE หรือที่เรียกว่า LINE OA ในปัจจุบันมีความเสถียรภาพมากเมื่อเทียบกับ Page บน Facebook ที่มีโอกาสโดนปิดหรืองดการเผยแพร่สูงกว่า LINE (ส่วนนี้พี่ง้วงเข้าใจว่า จำนวน Page บน Facebook มีจำนวนเยอะมากกว่า LINE หลายเท่า และการปิด Page โดยปกติ Facebook จะใช้ AI เป็นตัวตรวจสอบ ซึ่ง AI ชุดนี้เป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลก ดังนั้นโอกาสที่เกิดการผิดพลาดจากการตรวจสอบ ย่อมสูงกว่า LINE OA ที่ยังเป็นระบบปิด ใช้กันไม่กี่ประเทศ เมื่อเทียบกับ Facebook ครับ)

ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงในการที่ธุรกิจสะดุดใน LINE OA จะน้อยกว่า Page บน Facebook อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ต้นทุนในการดูแลรักษาน้อยกว่าครับ

สำหรับผู้ที่เริ่มต้น หรือแม้กระทั่งผู้ที่ใช้ LINE มานาน แต่ยังใช้ LINE เป็นแค่เพียงช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้าเท่านั้น อยากให้พี่ง้วงช่วยแนะนำ Feature ของ LINE สัก 4 – 5 ประเภท รวมถึงการยกตัวอย่าง เทคนิค / กลยุทธ์ ที่เมื่อทำตามจะช่วยตอบโจทย์เรื่องลดต้นทุน สร้างผลกำไรหน่อยค่ะ

1. LINE Broadcast ส่งข้อความหาลูกค้าได้เลยในแอพ LINE

สำหรับ Classic Fuction สำหรับมือเก๋าและแม้กระทั่งมือใหม่ก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันที โดยการ Broadcast จะสามารถส่งข้อความหาลูกค้าที่เป็นเพื่อนกันได้แบบ Real Time หรือกำหนดเวลาล่วงหน้าได้เช่นกัน

Tip ถ้าใครยังไม่ได้ลองใช้งาน ลองสร้าง Broadcast และคุยกับลูกค้าบ้าง (นอกเหนือจาก โปรโมชั่น) เช่น

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณพี่ใช้สินค้าเราแล้วชอบไหมคะ”

จะทำให้เกิดการสนทนากลับมา และนำไปสู่การสร้างยอดขายได้แบบง่ายๆครับ

2. การติด Tag ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรได้อย่างอัศจรรย์

1 ใน Function ของ LINE คือ การติด Tag เพื่อแยกลูกค้าตามหมวดหมู่สินค้า หรือสถานะของลูกค้า ว่าเป็นลูกค้ากันแล้ว หรือกำลังรอส่งของให้ โดยลูกค้า 1 คน เราสามารถติดได้สูงสุดถึง 10 Tag เลยครับ ซึ่งทำร้านค้าสามารถเลือกคุยกับลูกค้าได้ตรง สินค้า/สถานะ และที่เด็ดสุด ๆ คือสามารถ Broadcast ตาม Tag ลูกค้าได้

เช่น Broadcast

“โปรโมชั่นเหลือ 7 วันสุดท้าย สนใจทักค่ะ”

เลือกส่งให้เฉพาะ Tag ลูกค้าที่ยังไม่ซื้อของ และ Broadcast

“ของขวัญพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า สนใจพิมพ์ GIFT”

เลือกส่งให้เฉพาะ Tag ลูกค้าที่ซื้อแล้ว ช่วยให้เราประหยัดค่า Broadcast ลดต้นทุน และยังสร้างความประทับใจให้ลูกค้าในระยะยาวอีกด้วยครับ

3. LINE Card Message ช่วยลดต้นทุนในการ Broadcast สำหรับการแนะนำสินค้าหลายประเภทในคราวเดียว

สำหรับร้านค้าที่มีสินค้าหลาย SKU สามารถใช้ การส่งข้อความแบบ Card message เพื่อส่งสินค้าหลาย ๆ แบบ ต่อการ Broadcast เพียงครั้งเดียว ทำให้ต้นทุนลดลง อีกทั้งยังสามารถจัดโปรโมชั่น Set คู่ หรือโปรโมชั่นพิเศษเมื่อซื้อของพร้อมกันหลายชิ้น ทำให้ เพิ่ม LTV ได้อีกครับ

4. Rich Menu กับการช่วยลดต้นทุนในการปิดการขาย

การสร้าง RichMenu เตรียมไว้เมื่อลูกค้าเปิดเข้ามาที่ LINE OA ของร้านจะพบกับโปรโมชั่นประจำเดือน รีวิวการใช้งาน หรือแม้แต่สะสมแต้ม ทำให้การปิดการขายง่ายขึ้น โดยที่ Rich Menu จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็น Banner ของร้านตลอด 24 ชม. ซ่วยเพิ่มโอกาสในการขาย แม้เราไม่มีทีมงาน Stand by รอตอบลูกค้าครับ

5. LINE MyShop เพิ่มการมองเห็นให้กับลูกค้า รวมถึงระบบ LINE POINTS

ตอบรับกับ Social Commerce และ E-commerce ในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องออกจาก LINE Appication เราสามารถเปิดร้านค้า LINEMyShop ได้ทันทีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเราสามารถใส่รายละเอียดสินค้าและโปรโมชั่นของสินค้าได้ตลอดเวลา ทำให้เพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังรวมถึงสามารถร่วมกิจกรรมประจำเดือนกับทาง LINE เพื่อเพิ่มการมองเห็นได้อีกครับ สุดท้าย LINEMyShop ยังรองรับ ระบบ LINE POINTS ซึ่งร้านค้าทุกร้าน สามารถเข้าร่วมได้ทันที (ลูกค้าชำระผ่าน Rabbit Line Pay)

ทุกการสั่งซื้อผ่าน LINEMyShop จะได้ LINE POINTS กลับมา และ 1 LINE POINT = 1 บาท ทำให้ลูกค้าได้รับคะแนนทุกครั้ง และได้ส่วนลดเพิ่ม ทำให้ลูกค้าอยู่ใน LINE Ecosystem ยาวนานมาก ๆ ครับ (อันนี้พี่ง้วงมองว่า LINE เข้ามาแก้เกมได้ดีมาก ส่งผลให้ลูกค้าไม่อยากออกจาก LINE Application เลยครับ)

สุดท้ายนี้ นอกเหนือจากความรู้ในเชิงเทคนิคแล้ว อยากให้พี่ง้วงฝากแนวคิด ข้อแนะนำสำหรับเจ้าของธุรกิจทั้งเก่าและใหม่ ในส่วนของการบริหารจัดการต้นทุน และเพิ่มผลกำไรค่ะ

สิ่งสำคัญคืออยากให้ทุกคน “รู้เขา” “รู้เรา” และ “รู้เธอ” ดังนี้ครับ

รู้เขา: รู้ว่าคู่แข่งทำการตลาดในช่องทางไหนบ้าง แล้วแต่ละตลาด Platform นั้น ๆ มีข้อดี ข้อสังเกตอย่างไร เพื่อเราจะได้วางงบประมาณ หรือ ทรัพยากรให้เหมาะสมในแต่ละ Platform ได้ครับ

รู้เรา: รู้ว่าต้นทุนสินค้าที่เราได้รับ และราคาขายนั้น “เหมาะสม” กับ Platform นั้น ๆ ไหม โดยสิ่งมาตรฐานที่เราต้องคำนึง ไม่ใช่ “ต้นทุนทัก” หรือ “คนดู VDO เยอะมั้ย” แต่คือ “ROAS คุ้มทุนยอดขายเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ซื้อโฆษณาไป” เหมาะสมไหมครับ และสุดท้าย

รู้เธอ: รู้ว่าลูกค้าของเราเป็นใคร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร อยากเห็นอะไร ในเวลาที่เหมาะสม และ เห็นบ่อยมากพอ

รู้เขา รู้เรา รู้เธอ รบ(ในตลาดออนไลน์) 100 ครั้ง ชนะ 101 ครั้ง (ชนะใจตัวเราเองด้วยครับ) สวัสดีครับ 😊

ขอบคุณพี่ง้วงสำหรับการกลับมาแบ่งปันกันในครั้งนี้ เชื่อว่าหลายท่านจะได้ Tip ดี ๆ นำไปปรับใช้ให้เราเป็นผู้ชนะในการควบคุมต้นทุนได้ดียิ่งขึ้นผ่านเครื่องมือดี ๆ ของ LINE ค่ะ

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์อื่น ๆ ของพี่ง้วง

เวิร์กชอปของพี่ง้วง 

สอบถามเพิ่มเติม

Pin It on Pinterest

Shares