“รักตัวเอง” เป็นคำพูดที่ให้ความรู้สึก Feel good และอาจทำให้เราฉุกคิดได้ว่า ที่ผ่านมาเราหลงลืมที่จะมองมาที่ตัวเองบ้างหรือเปล่า

ในขณะเดียวกัน รักตัวเองก็เป็นสิ่งที่ “พูดง่ายกว่าทำมาก” หลายครั้งที่เราได้ยินคนพูดว่า “เราต้องรักตัวเองสิ” แต่ละคนก็ตีความต่าง ๆ กันไป

ที่น่าเป็นห่วง บางคนนำคำว่ารักตัวเอง มาเป็นเหตุผลในการเลือกทำแต่สิ่งที่ให้ตัวเองมีความสุขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แล้วก็เชื่อว่ามันคือการรักตัวเอง

บางคนก็แยกไม่ออก ระหว่างรักตัวเอง กับหลงตัวเอง ซึ่งการหลงตัวเอง ทำให้เรามีพฤติกรรมที่ทำลายโอกาสหรือสิ่งดีงามที่จะเข้ามาสู่ชีวิตเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไม่รู้ตัว

มาถึงวันนี้ เมย์คิดว่า การรักตัวเองคือการ Balance ระหว่างการทำในสิ่งที่เราชอบ และไม่ค่อยชอบ แต่มีประโยชน์ รวมถึงรู้จักหักห้ามใจ และเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา

เช่นเมื่อทำงานเสร็จตามเป้าหมาย(เนื้องานบางอย่างก็ยากและเราไม่ค่อยชอบ แต่ถ้าบอกตัวเองให้ค่อย ๆ ฝึกฝน ก็เป็นการเพิ่มทักษะที่ดีให้กับตัวเอง) เราอนุญาตให้ตัวเองได้ดู Netflix ได้ (สิ่งที่เราชอบ)

[ในขณะเดียวกัน สังคมปัจจุบันที่ให้ค่ากับความ Productivity มาก หลายคนอยู่ในภาวะ Hyper Productive เพราะไม่แน่ใจว่าจุดที่พอดีควรอยู่ตรงไหน พอตอบตัวเองไม่ได้ก็อาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง รู้สึกผิดที่ไม่ Productive เท่าคนอื่น เป็นสิ่งที่ต้องระวังให้ดี ซึ่งเราอาจพูดคุยถึงหัวข้อนี้ในบทความหน้า ]

ที่นี้สำหรับบางคนที่ชินกับการตามใจตัวเองมาตลอดอย่างเมย์ การที่จะบอกให้ตัวเราเชื่อฟัง ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ฝืนกับอุปนิสัยดั้งเดิมของตัวเองถือเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ

เมย์เลยอยากจะมาแบ่งปันวิธีหนึ่งที่ชื่อว่า Micro Routine Adjustment ที่คุณ Daniel Patrick Maddox นักจิตวิทยาองค์กร ได้แบ่งปันในเวิร์กชอป Internal Leadership เพื่อให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น

คุณ Daniel อธิบายให้พวกเราฟังว่า Micro Routine Adjustment คือการค่อยๆปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของเราให้ดีขึ้นอย่างละนิดอย่างละหน่อย

เช่นถ้าปกติเราดื่มกาแฟและใส่น้ำตาล 3 ช้อน ก็ปรับให้เหลือช้อนเดียว เมื่อเราทำอย่างต่อเนื่อง ในเวลาที่มากพอ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีตามมา

เมย์จึงนำ Micro Routine Adjustment มาแก้ไข 2 เรื่องหลัก ๆ ที่เมย์อยากทำให้ดีขึ้น

เรื่องที่ 1: เมย์อยากเป็นคนตื่นเช้าขึ้น

ที่ผ่านมาเมย์เป็นคนที่เข้านอนหลัง 2:00 น. ตื่นหลัง 10:30 น. บ้างก็ 11:00 น.

เมื่อก่อนก็ไม่รู้สึกว่ามันเสียหาย แต่พอโตขึ้น มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ก็รู้สึกว่ามันไม่ดีที่ตัวเองตื่นสาย กว่าที่เราจะได้ทานข้าว ได้เริ่มทำงานจริง ๆ ก็หลังเที่ยงไปแล้ว

เมย์ก็เลยลองปรับเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง เที่ยงคืนต้องหัวถึงหมอนและปิดไฟแล้ว ก็ใช้เวลาอยู่ประมาณอาทิตย์กว่า ๆ ก็เริ่มจะหลับได้เร็วกว่าเดิม

ทุกวันนี้ เมย์ตื่นนอนที่เวลา 9:00 น. ช้าสุดไม่เกิน 9:30 น. ซึ่งอาจไม่ได้เช้ามากสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับคนที่ไม่เคยตื่นนอนได้เร็วกว่านี้มาก่อนเลยมันรู้สึกดีกับตัวเองมาก

เรื่องที่ 2: เมย์อยากดื่มน้ำมากขึ้น

เมย์เป็นคนหนึ่งที่ชอบไปคลินิกความงาม ทุกครั้งที่เมย์ไปเจอคุณหมอรัมภา ซึ่งเป็นคุณหมอที่ดูแลผิวให้กับเมย์

คุณหมอรัมภาจะบอกเมย์ด้วยความเป็นห่วงเสมอ ว่าให้เมย์พยายามดื่มน้ำให้มากขึ้น อย่างน้อยคือประมาณ 1 ลิตรต่อวัน เพราะทุกครั้งที่คุณหมอรัมภาพบกับเมย์ เมย์จะปากแตกเป็นประจำและผิวหน้าก็แห้งมาก สะท้อนชัดว่าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ

ก็ได้ยินคำแนะนำอย่างนี้มาตลอดทั้งปี แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะการจะดื่มน้ำให้ได้ 1 ลิตร สำหรับคนดื่มน้ำไม่เคยหมดแก้ว แค่คิดก็ดูหนักหนาแล้ว

คราวนี้เมย์จึงลองนำแนวคิด Micro Routine Adjustment มาปรับใช้ โดยเปลี่ยนจากน้ำ 1 ลิตรเป็น 1 แก้ว โดยเมย์วางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วค่อยๆจิบไปด้วยระหว่างที่ทำงาน

ตอนนี้เมย์สามารถดื่มน้ำเพิ่มขึ้นในปริมาณ 1 ขวดเล็ก (600 มิลลิลิตร) ถึงจะยังไม่สามารถดื่มได้ถึง 1 ลิตรได้ แต่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ว่าเราไม่ใช่คนปากแตกอีกต่อไปแล้ว สมาธิในการโฟกัสสิ่งต่าง ๆ ระหว่างวันก็ดีขึ้นด้วย

ทุกคนเชื่อไหมว่า ลำพังแค่ 2 เรื่องที่ดีขึ้นในชีวิตของเมย์ ทำให้เมย์เริ่มอยากจะทำให้ด้านอื่นๆของผู้หญิงคนนี้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน และเมย์คิดว่านี่คือความรู้สึกที่น่าจะใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่เรียกว่า รักตัวเอง

เราไม่ได้ตามใจตัวเองไปเสียทุกอย่าง

เราทำในสิ่งที่รู้สึกฝืนใจ

ที่รู้ว่ามันส่งผลดีกับตัวเราในตอนนี้และภายภาคหน้า

มาถึงตรงนี้ เมย์หวังว่าจะมีบางท่านที่ได้มีโอกาสอ่านบทความนี้ ได้ลองนำสิ่งวิถีของ Micro Routine Adjustment ที่คุณ Daniel แนะนำ ใช้ในการขัดเกลาตัวเองดู และเชื่อเมย์ได้เลยว่า “สิ่งดีงามมากมายในชีวิต” กำลังเกิดขึ้นตามมา 😊

Pin It on Pinterest

Shares